ผลงานวิจัย
บทสรุปผู้บริหาร
โครงการการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมฐานรากโดยการใช้กฎหมายในยุคดิจิทัลจัดโดยคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอิสเทิร์น ระหว่างเดือนมิถุนายน–กันยายน พ.ศ. 2568 มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาทักษะ ความรู้ และความเข้าใจด้านกฎหมายดิจิทัลแก่ประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่เทศบาลตำบลเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ตลอดจนสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมระหว่างนักศึกษากับชุมชนตามแนวทาง Community-Based Learning (CBL) เพื่อส่งเสริมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมฐานรากด้วยกฎหมายและเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน
1. หลักการและเหตุผล
เขมราฐเป็นชุมชนที่มีความโดดเด่นด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว แต่ยังประสบปัญหาการเข้าถึงความรู้ทางกฎหมาย การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างปลอดภัย และการจัดการทรัพยากรในชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด โครงการนี้จึงมุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพของชุมชนให้สามารถใช้ “กฎหมายในยุคดิจิทัล” เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมเชื่อมโยงกับนโยบายระดับชาติด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจดิจิทัล
2. วัตถุประสงค์
2.1 เพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสาร การรู้เท่าทันสื่อ และความเข้าใจกฎหมายดิจิทัลของนักศึกษาและชุมชน
2.2 เพื่อสร้างกิจกรรมเชิงปฏิบัติการที่ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์
2.3 เพื่อส่งเสริมการบูรณาการการเรียนรู้กับการบริการวิชาการสู่ชุมชนตามแนวทาง BCG Model
3. กิจกรรมหลัก
โครงการประกอบด้วย 4 กิจกรรมสำคัญ ได้แก่
1) การประชุมร่วมกับชุมชนเพื่อสำรวจความต้องการด้านกฎหมาย
2) การอบรมเชิงปฏิบัติการด้านกฎหมายเบื้องต้นและกฎหมายดิจิทัล
3) การให้คำปรึกษาและแนวทางปฏิบัติด้านกฎหมายแก่ชุมชน
4) การติดตามและประเมินผลการใช้กฎหมายในชุมชน
การดำเนินกิจกรรมทั้งหมดจัดขึ้นในลักษณะการเรียนรู้ร่วมกับชุมชน (CBL) โดยมีการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสำรวจปัญหา การอบรม การให้คำปรึกษา จนถึงการประเมินผล
4. ผลการดำเนินงาน
ผลการดำเนินโครงการบรรลุตามตัวชี้วัดทุกด้าน ดังนี้
1) ด้านการอบรม ผู้เข้าร่วม 30 คน มีความเข้าใจเรื่องกฎหมายดิจิทัลเพิ่มขึ้นร้อยละ 80 และสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย
2) ด้านการให้คำปรึกษา ชุมชนสามารถประยุกต์ใช้กฎหมายสนับสนุนธุรกิจท้องถิ่น เช่น การจดลิขสิทธิ์ การคุ้มครองแบรนด์สินค้า และการจัดการทรัพยากรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จำนวน 6 ผลิตภัณฑ์ (คิดเป็นร้อยละ 20 ของพื้นที่เป้าหมาย)
3) ด้านการสร้างสื่อดิจิทัล มีการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ทางกฎหมายผ่านช่องทางออนไลน์ของชุมชน เช่น LINE Official และเว็บไซต์ เพื่อเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ
4) ด้านการติดตามและประเมินผล พบว่าชุมชนสามารถประยุกต์ใช้กฎหมายในชีวิตประจำวันได้จริงร้อยละ 20 และมีพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบมากขึ้น
5. ผลการเรียนรู้ร่วมระหว่างนักศึกษากับชุมชน (CBL)
1) นักศึกษาได้เรียนรู้การประยุกต์ใช้กฎหมายกับบริบทจริง ฝึกทักษะการสื่อสาร การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการประเมินผลในภาคสนาม
2) ชุมชนได้รับความรู้ในการใช้กฎหมายดิจิทัลเพื่อพัฒนาธุรกิจ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการแก้ไขปัญหาสังคมในพื้นที่
นอกจากนี้ ยังเกิดองค์ความรู้ใหม่ เช่น
1) แนวทางการใช้กฎหมายบริหารจัดการธุรกิจชุมชน
2) สื่อดิจิทัลเพื่อประชาสัมพันธ์สิทธิและหน้าที่ของประชาชนในยุคดิจิทัล
6. ผลลัพธ์และการต่อยอด
โครงการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกทั้งในมิติธุรกิจและสังคม ดังนี้
6.1 ด้านธุรกิจ: ผู้ประกอบการสามารถนำกฎหมายดิจิทัลมาประยุกต์ใช้สร้างแบรนด์ พัฒนาโลโก้ และขยายตลาดออนไลน์
6.2 ด้านสังคม: ชุมชนมีความรู้ความเข้าใจสิทธิ หน้าที่ และการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม เกิดเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานท้องถิ่น และประชาชน
6.3 ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน: โครงการมีศักยภาพต่อยอดเป็นหลักสูตรอบรมระยะสั้น “กฎหมายดิจิทัลเพื่อธุรกิจชุมชน” เพื่อพัฒนาศักยภาพประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
7. บทสรุปผลสำเร็จ
ในยุคสังคมดิจิทัลที่เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกมิติของชีวิต ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การรู้เท่าทันสื่อ การใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม และความเข้าใจในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับโลกดิจิทัล กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตและการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน โครงการ “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมฐานรากโดยการใช้กฎหมายในยุคดิจิทัล” จึงถือกำเนิดขึ้นจากแนวคิดที่จะเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์เข้ากับการพัฒนาท้องถิ่น โดยมุ่งเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่จำเป็นต่อประชาชน เพื่อให้สามารถปรับตัวและใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในสังคมไทยยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2) ด้านการให้คำปรึกษา ชุมชนสามารถประยุกต์ใช้กฎหมายสนับสนุนธุรกิจท้องถิ่น เช่น การจดลิขสิทธิ์ การคุ้มครองแบรนด์สินค้า และการจัดการทรัพยากรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จำนวน 6 ผลิตภัณฑ์ (คิดเป็นร้อยละ 20 ของพื้นที่เป้าหมาย)
3) ด้านการสร้างสื่อดิจิทัล มีการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ทางกฎหมายผ่านช่องทางออนไลน์ของชุมชน เช่น LINE Official และเว็บไซต์ เพื่อเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ
4) ด้านการติดตามและประเมินผล พบว่าชุมชนสามารถประยุกต์ใช้กฎหมายในชีวิตประจำวันได้จริงร้อยละ 20 และมีพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบมากขึ้น
5. ผลการเรียนรู้ร่วมระหว่างนักศึกษากับชุมชน (CBL)
1) นักศึกษาได้เรียนรู้การประยุกต์ใช้กฎหมายกับบริบทจริง ฝึกทักษะการสื่อสาร การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการประเมินผลในภาคสนาม
2) ชุมชนได้รับความรู้ในการใช้กฎหมายดิจิทัลเพื่อพัฒนาธุรกิจ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการแก้ไขปัญหาสังคมในพื้นที่
นอกจากนี้ ยังเกิดองค์ความรู้ใหม่ เช่น
1) แนวทางการใช้กฎหมายบริหารจัดการธุรกิจชุมชน
2) สื่อดิจิทัลเพื่อประชาสัมพันธ์สิทธิและหน้าที่ของประชาชนในยุคดิจิทัล
6. ผลลัพธ์และการต่อยอด
โครงการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกทั้งในมิติธุรกิจและสังคม ดังนี้
6.1 ด้านธุรกิจ: ผู้ประกอบการสามารถนำกฎหมายดิจิทัลมาประยุกต์ใช้สร้างแบรนด์ พัฒนาโลโก้ และขยายตลาดออนไลน์
6.2 ด้านสังคม: ชุมชนมีความรู้ความเข้าใจสิทธิ หน้าที่ และการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม เกิดเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานท้องถิ่น และประชาชน
6.3 ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน: โครงการมีศักยภาพต่อยอดเป็นหลักสูตรอบรมระยะสั้น “กฎหมายดิจิทัลเพื่อธุรกิจชุมชน” เพื่อพัฒนาศักยภาพประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
7. บทสรุปผลสำเร็จ
ในยุคสังคมดิจิทัลที่เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกมิติของชีวิต ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การรู้เท่าทันสื่อ การใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม และความเข้าใจในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับโลกดิจิทัล กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตและการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน โครงการ “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมฐานรากโดยการใช้กฎหมายในยุคดิจิทัล” จึงถือกำเนิดขึ้นจากแนวคิดที่จะเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์เข้ากับการพัฒนาท้องถิ่น โดยมุ่งเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่จำเป็นต่อประชาชน เพื่อให้สามารถปรับตัวและใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในสังคมไทยยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากการลงพื้นที่และการบูรณาการการเรียนการสอนของรายวิชาในคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ได้แก่ PSC-303 การสื่อสารทางการเมือง, PSB-104 การปกครองและการบริหาร, PSC-305 ชนชั้นและความขัดแย้งทางการเมืองและสังคม และ LWC-128 บริการกฎหมายสู่ชุมชน พบว่าชุมชนในพื้นที่เป้าหมายยังขาดความรู้ความเข้าใจที่เพียงพอเกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับสื่อสังคมออนไลน์ การค้าขายออนไลน์ และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล นอกจากนี้ ประชาชนส่วนใหญ่รับข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย โดยไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเกิดปัญหาการเผยแพร่ข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ความสัมพันธ์ในชุมชน และการตัดสินใจทางการเมือง
ในระยะเริ่มต้นของโครงการ (เดือนที่ 1–3) ได้มีการลงพื้นที่เพื่อสำรวจและเรียนรู้บริบทของชุมชน พบว่าชาวบ้านส่วนใหญ่รับข่าวสารจากผู้นำชุมชนและสื่อออนไลน์ แต่ขาดทักษะในการตรวจสอบข้อมูล อีกทั้งยังมีระดับการมีส่วนร่วมทางสังคมและการเมืองที่ค่อนข้างต่ำ อันเนื่องมาจากการขาดความเข้าใจในสิทธิ หน้าที่ และบทบาทของตนเองในระบบการบริหารท้องถิ่น จึงเห็นได้ว่าการพัฒนา “ทักษะการสื่อสาร การรู้เท่าทันสื่อ และความเข้าใจกฎหมายดิจิทัล” เป็นพื้นฐานสำคัญที่จำเป็นต่อการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน
ต่อมาในระยะที่สองของการดำเนินโครงการ (เดือนที่ 2) นักศึกษาได้ลงลึกในประเด็นเฉพาะของพื้นที่ พบปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการเข้าถึงทรัพยากร ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากโครงสร้างอำนาจแบบเครือญาติที่ยังมีอิทธิพลสูงในระดับชุมชน ขณะเดียวกัน การที่กฎหมายมีถ้อยคำซับซ้อนและใช้ภาษาราชการ ทำให้ประชาชนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงหรือใช้ประโยชน์ได้จริง จึงจำเป็นต้องมีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ การให้คำปรึกษาทางกฎหมาย และการสร้างสื่อความรู้ที่เหมาะสมกับระดับความเข้าใจของประชาชนในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย
ในระยะที่สาม (เดือนที่ 3) โครงการได้ต่อยอดสู่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูลกฎหมายและนโยบายสาธารณะในรูปแบบที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย เช่น การเผยแพร่ข้อมูลผ่าน Facebook, Line Application และระบบเสียงตามสายของชุมชน พร้อมกับการพัฒนาเว็บไซต์เผยแพร่ข้อมูลด้านกฎหมาย เศรษฐกิจฐานราก และสิทธิของประชาชน ตลอดจนผลิตสื่อในรูปแบบวิดีโอ อินโฟกราฟิก และคู่มือภาพประกอบที่เข้าใจง่าย เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ดิจิทัลของชุมชน
ผลจากการดำเนินงานในระยะที่ 1–3 พบว่า ชุมชนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการรู้เท่าทันสื่อและการใช้กฎหมายในชีวิตประจำวันมากขึ้น เกิดเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชนในด้านการพัฒนาองค์ความรู้และเครื่องมือสื่อสารที่ตอบโจทย์ปัญหาในพื้นที่ นักศึกษาเกิดการ
เรียนรู้เชิงปฏิบัติจริง สามารถนำความรู้ทางวิชาการมาบูรณาการกับการทำงานเพื่อสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม ในขณะเดียวกัน ชุมชนได้รับประโยชน์จากองค์ความรู้ที่นำไปใช้ได้จริง เช่น การรู้จักสิทธิทางกฎหมาย การป้องกันการหลอกลวงออนไลน์ การใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างรายได้ และการมีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดนโยบายท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม จากการถอดบทเรียนพบว่าชุมชนยังมีข้อจำกัดในด้านการเข้าถึงสื่อทางกฎหมายที่เข้าใจง่าย และผู้ประกอบการในพื้นที่ยังขาดความเข้าใจเรื่องสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบในโลกดิจิทัล โดยเฉพาะในธุรกิจออนไลน์ที่ซับซ้อน โครงการจึงได้วางแนวทางการพัฒนาเพิ่มเติม ได้แก่ การจัดทำเว็บไซต์ให้ความรู้ด้านกฎหมาย การอบรมเชิงปฏิบัติการด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มวัยสามารถเข้าถึงความรู้ได้อย่างเท่าเทียมดังนั้น โครงการ “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมฐานรากโดยการใช้กฎหมายในยุคดิจิทัล” จึงเป็นการบูรณาการองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยสู่ชุมชนอย่างแท้จริง ผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างนักศึกษา อาจารย์ และประชาชน โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและกฎหมายเป็นเครื่องมือหลักในการสร้างความเข้าใจ เสริมพลังการสื่อสาร และยกระดับศักยภาพของชุมชนให้สามารถจัดการปัญหาของตนเองได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่มุ่งเน้นให้สถาบันอุดมศึกษามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฐานรากของประเทศตามแนวทาง BCG Model เพื่อก้าวสู่สังคมแห่งการเรียนรู้และการพัฒนาที่ยั่งยืนในศตวรรษที่ 21
การดำเนินโครงการครั้งนี้ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายทุกประการ ทั้งในด้านการสร้างองค์ความรู้ การพัฒนาทักษะดิจิทัลทางกฎหมาย และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน นับเป็นต้นแบบของการบูรณาการการเรียนการสอน การวิจัย และการบริการวิชาการสู่สังคมที่สอดคล้องกับแนวทาง Active Learning – CBL – OBE อย่างเป็นรูปธรรม
ผลลัพธ์สำคัญคือการยกระดับศักยภาพของชุมชนเขมราฐให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมยุคดิจิทัล และเป็นพื้นที่ต้นแบบในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมฐานรากด้วยกฎหมายและเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน
ตารางแสดงประสิทธิผลของโครงการ
ประเด็นการประเมิน เป้าหมายที่ตั้งไว้ ผลการดำเนินงาน ระดับความสำเร็จ ผลสะท้อน
1. การอบรมความรู้ด้านกฎหมายดิจิทัล ผู้เข้าร่วมอย่างน้อย 30 คน มีความเข้าใจเพิ่มขึ้น ≥ 70% ผู้เข้าร่วม 30 คน มีความเข้าใจเพิ่มขึ้นร้อยละ 80 บรรลุ ผู้เข้าร่วมมีทักษะใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัยมากขึ้น
2. การให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแก่ชุมชน ชุมชนสามารถประยุกต์ใช้กฎหมายในธุรกิจ การนำความรู้เรื่องกฎหมายไปใช้โดยการสร้างแบรนด์/โลโก้ผลิตภัณฑ์ได้จริง บรรลุ เกิดการนำความรู้ไปใช้จริงในธุรกิจท้องถิ่น
3. การสร้างสื่อดิจิทัลเผยแพร่ความรู้ สื่อประชาสัมพันธ์อย่างน้อย 2 ช่องทาง ประชาสัมพันธ์ผ่าน LINE Official และเว็บไซต์ชุมชน บรรลุ สื่อถูกใช้ต่อเนื่องหลังโครงการ
4. การมีส่วนร่วมของชุมชน ประชาชนมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน ≥ 80% การมีส่วนร่วมเฉลี่ยร้อยละ 90 บรรลุ ชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่การวางแผนจนถึงประเมินผล
5. การบูรณาการการเรียนรู้ของนักศึกษา นักศึกษา 9 คน เข้าร่วมและผ่านการประเมิน นักศึกษาได้ฝึกภาคสนามครบทุกคน ผ่านเกณฑ์ 100% บรรลุ สะท้อนผล Active Learning – CBL – OBE
6. การประยุกต์ใช้ความรู้ทางกฎหมายในชีวิตจริง ≥ 60% ของผู้เข้าร่วมสามารถนำความรู้ไปใช้ได้ ร้อยละ 80 ของผู้เข้าร่วมสามารถประยุกต์ใช้กฎหมายดิจิทัลในวิตประจำวัน บรรลุ เห็นผลเป็นรูปธรรมในพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
1) จัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษากฎหมายดิจิทัลชุมชน เพื่อให้บริการด้านกฎหมาย การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลอย่างต่อเนื่องแก่ประชาชน
2) พัฒนาหลักสูตรอบรมระยะสั้นด้านกฎหมายดิจิทัลเพื่อธุรกิจชุมชน สำหรับผู้ประกอบการและเยาวชนในพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจฐานราก
3) ขยายผลโครงการสู่ระดับจังหวัดและภูมิภาคอื่น โดยบูรณาการกับหน่วยงานท้องถิ่น (อบต., เทศบาล, พมจ.) เพื่อสร้างเครือข่ายชุมชนต้นแบบด้านกฎหมายดิจิทัล